จิตวิทยาการเป็นโค้ชกับการพัฒนากีฬา

             ธรรมชาติของการพัฒนาทักษะทุกชนิดเกิดจากการทำซ้ำ บ่อยเป็นเวลานานๆ จนเกิดความชำนาญและเป็นอัตโนมัติ ทักษะกีฬาก็เช่นเดียวกันต้องทำอย่างเป็นระบบที่ต่อเนื่องและใช้เวลาในการฝึกจนเกิดความชำนาญ ดังนั้นในการฝึกซ้อมกีฬาทั้งเพื่อนันทนาการและเพื่อพัฒนาสู่ความเป็นเลิศได้นั้นก็ต้องทำเช่นเดียวกัน ผลที่ตามมาในทางปฏิบัติจริงในการฝึกซ้อมเป็นเวลานานคือความจำเจ ซ้ำซากเป็นความเบื่อ หรือที่เรียกว่าลดแรงจูงใจ หากเป็นความเบื่อหรือลดหรือขาดแรงจูงใจถาวรเรียกว่าการหมดไปได้หากความเบื่อนั้นเดสะสามเป็นเวลานาน ดังนั้นโค้ชและพฤติกรรมโค้ชเป็นตัวจักรที่สำคัญในการคงและเพิ่มแรงจูงใจในนักกีฬา นอกเหนือจากการพัฒนาความสามารถทางกาย

12.1 โค้ชเป็นแรงจูงใจ ( Coach as a Motivator)

              การโค้ช เป็นทั้งศาสตร์ แ ละศิลป์ในการที่จะนำทีมบรรลุจุดมุ่งหมายเดียวกัน ทั้งโค้ชและนักกีฬาจะต้องเรียนรู้ที่จะสัมพันธ์กัน เป็นทั้งผู้ให้-ผู้รับ รู้บทบาทและหน้าที่ที่จะประสานสัมพันธ์กัน โค้ชจึงมีบทบาทและหน้าที่หลายชนิด ทั้งเป็นแหล่งความรู้ในการจัดกิจกรรมหรือเตรียมทีมและช่วยเหลือนักกีฬาและเป็นแม่แบบให้กับนักกีฬา บาทบาทที่สำคัญอย่างหนึ่งคือโค้ชเป็นแรงจูงใจเพื่อคงและสร้างแรงจูงใจของนักกีฬาให้คงการเล่นกีฬาให้นาน

              แรงจูงใจเกี่ยวข้องโดยตรงกับพฤติกรรมมนุษย์ในการที่จะเลือกกระทำ หรือตั้งใจและทนที่จะกระทำได้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ ดังนั้นในการที่จะพัฒนา ทักษะทุกชนิด แรงจูงใจจึงเป็นสิ่งที่สุดที่จะช่วยเพิ่มความพยายาม ความตั้งใจ เพิ่มความอดทนที่จะกระทำซ้ำๆ และพัฒนากระบวนความคิด การประเมินหรือที่เรียกว่าสร้างแรงจูงใจภายในที่จะให้ตนเองมีแนวคิดที่เป็นบวกเสมอ มองเหตุการณ์ หรือมองโลกในแง่ดีซึ่งสิ่งเหล่านี้ปลูกฝังมาจากครอบครัว พื้นฐานความสำเร็จและประสบการณ์ในอดีตและการรับรู้ต่อเหตุการณ์ปัจจุบัน

               แรงจูงใจ ( Motivation) คือ ตัวกำหน ดความแรงความตั้งใจและควบคุมพฤติกรรมมนุษย์ แรงจูงใจเป็นตัวกำกับพฤติกรรมของมนุษย์ที่จะให้ถอยหนี หรือเผชิญหน้าสถานการณ์ต่างๆ และความตั้งใจที่จะประพฤติกรรมหรือพยายามที่จะบรรลุตามเป้าประสงค์ ดังนั้น แรงจูงใจจึงเป็นตัวกำหนดระดับความตั้งใจ ความพยายามที่จะกระทำ มีความมุ่งมั่นที่จะกระทำ หรือปฏิบัติ ดังนั้น แรงจูงใจจึงมีผลต่อการฝึกซ้อม และช่วงการเป็นนักกีฬานานๆ ซึ่งผลสุดท้ายคือมีผลต่อคุณภาพความสามารถในการเล่น ประเภทของแรงจูงใจ แรงจูงใจแบ่งได้ 2 ชนิด

              แรงจูงใจภายใน (Intrinsic) แรงจูงใจที่เกิดขึ้นภายในตัวนักกีฬาเอง ก็คือความรู้สึกภาคภูมิใจในตนเอง การรับรู้ว่าตนมีความสามารถที่จะประสบผลสำเร็จ มีความก้าวหน้าในกิจกรรมกีฬาที่ตนเองกระทำอยู่ ความต้องการ หรือความพยายามที่จะเอาชนะกิจกรรมที่ท้าทายความสามารถหรือบรรลุจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้

            หรือแรงจูงใจภายนอก ( Extrinsic) ค ือ เ งิน ร างวัล ว ัตถุ ต ำแหน่งแชมเปี้ยน การได้รับแรงเสริมจากโค้ช คนใกล้ชิด ผลย้อนกลับ และชื่อเสียงการยอมรับจากผู้อื่น จึงทำให้ต้องการที่จะประสบผลสำเร็จจากการเล่นกีฬา

            แรงจูงใจภายใจและภายนอกสัมพันธ์กันหากนักกีฬาประเมินความสามารถ หรือการรับรู้ตนว่ามีความสามารถ ( perceive competence) ความภูมิใจในตัวเอง (Self-esteem) ตัวอย่างเช่น เ ด็กเริ่มเรียนว่ายน้ำเพราะพ่อแม่วางเงื่อนไขว่าเรียนแล้วจะให้จักรยานคนใหม่ แรงจูงใจภายนอกคือจักรยานทำให้เกิดความต้องการที่จะไปเรียนว่ายน้ำ และหากขณะที่เรียนเขาได้รับคำชมจากครูโค้ช ได้รับการยอมรับจากเพื่อนที่เป็นแรงจูงใจภายนอกและเข้ารู้ว่าเขาทำได้ มีความสามารถซึ่งเป็นแรงจูงใจภายใจก็จะเกิดความเชื่อมั่นและความมุ่งมั่นในการเล่นกีฬาเพื่อแสดงความสามารถเพื่อสร้างสถิติใหม่ หรือรางวัล เหรียญ หรือแม้แต่ตำแหน่งชนะเลิศ การรับรู้ตนเองเกิดได้ทั้งจากภายในคือ การรับรู้ตนองว่าทำได้จากความสำเร็จและ/หรือ จาการพูดกระตุ้นจากคนรอบข้าง โดยเฉพาะโค้ชตลอดจนวิธีการทำให้นักเรียนรับรู้ว่ามีความสามารถจากการใช้ความพยายามจนเต็มความสามารถ เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายมากกว่าผลการแพ้ ชนะ อย่างเดียว

12.2 โค้ชช่วยในการสร้างและทำลายแรงจูงใจได้อย่างไร

             ในกระบวนการกีฬาย่อมมีทั้งการฝึกซ้อมและแข่งขันโค้ชเป็นได้ทั้งผู้สร้างและทำลายแรงจูงใจของนักกีฬา หากโค้ชไม่ให้ความสนใจหรือระวังพฤติกรรม หรือประมาณความสำคัญตนเองต่ำเกินไปที่ว่าไม่มีผลต่อนักกีฬาจนสามารถทำลายแรงจูงใจของนักกีฬาได้ หากโค้ชตระหนักถึงความสำคัญของตนและระมัดระวังพฤติกรรมในการฝึกซ้อม และแข่งขันพฤติกรรมโค้ชย่อมสร้างแรงจูงใจให้นักกีฬาและผลที่ตามมาคือการพัฒนาความสามารถนักกีฬา

             ดังนั้นเพื่อการเป็นแรงจูงใจควรมีความสามารถในการสื่อสาร ( Communication) ในการที่จะให้ผลย้อนกลับ (Feedback) และการใช้พลังแรงเสริม (Reinforcement Power)

12.2.1 หลักการสื่อสารที่ดี ( Communication) มีลักษณะต่อไปนี้ ค ือ

1. การเลือกวิธีการส่งหรือสื่อความให้เหมาะสมกับผู้ รับ ทั้ด้านวุฒิภาวะ เพศ วัย ระดับความสามารถและวิธีการ ที่เหมาะสมกับแต่ละคน แต่ควรระวังเรื่องความไม่ยุติธรรม น้ำเสียงและน้ำคำที่ใช้ควรเป็นด้วยความเห็นใจ และจริงใจ

2. การให้ผลย้อนกลับทั้งที่เป็นคำพูดและไม่ใช่คำพูด เพื่อสนองตอบต่อการเล่น และควรเป็นไปในทางที่ดีและให้ทันทีหลังพฤติกรรมนั้น เป็นการให้เพื่อแก้ไขการเล่นให้ดีขึ้น ดังนั้น หากเป็นการให้ผลย้อนกลับโดยใช้คำพูดควรเป็นคำอธิบายที่บ่งชัดถึงจุดที่ต้องแก้ไขและวิธีการแก้ไขเข้าใจง่าย นอกจากนี้อาจใช้สัญญาณหรืออากัปกิริยา เช่น ยิ้ม พยักหน้า ยกนิ้วให้เพื่อสนองต่อการเล่นที่ดีซึ่งเป็นการสื่อสารเพื่อสานความสัมพันธ์ระหว่างนักกีฬาและโค้ช

3. ตะหนักถึงแรงพลังแรงเสริม ( Reinforcement power) เ พื่อปรับพฤติกรรมนักกีฬาให้เป็นไปในทางที่ต้องการ และเป็นกระตุ้น ให้กำลังใจเพื่อสร้างความเชื่อมั่น และท้าทายให้นักกีฬาฝึกปฏิบัติ

12.2.2 ประเภทของการให้แรงเสริม

1. แรงเสริมบวกหรือแบบดี คือการเสริมเพื่อให้เกิดพฤติกรรมนั้นอีก

2. แรงเสริมลบและการลงโทษคือการกำจัดพฤติกรรมที่ไม่ต้องการ ไม่ให้เกิดขึ้นอีกโดยการลงโทษหรือการวางเฉยต่อความผิด

12.2.3 หลักการให้แรงเสริมเพื่อปรับพฤติกรรมนักกีฬาคือ

1. ควรมีการระบุพฤติกรรมใดเป็นพฤติกรรมที่ต้องการ และต้องการให้เกิดอีกและไม่ต้องการ

2. กำหนดเงื่อนไขในการให้รางวัลและลงโทษ

3. ให้แรงเสริมที่เหมาะสม

4. มีความหลากหลายในการให้แรงเสริม

5. ให้ทันทีหลังพฤติกรรมนั้น การให้ผลย้อนกลับการให้แรงเสริมและกำลังใจต่อการเล่นของนักกีฬาควรให้กับความพยายามมากกว่า การแพ้ ชนะ เพียงอย่างเดียว

4. โค้ชควรเป็นผู้ฟังที่ดีพอกับการเป็นผู้พูดที่ดี ควรตั้งใจฟังและฟังอย่างเปิดใจ สบตาผู้พูด เพราะการสื่อสารที่ดีควรจะเป็นแบบ 2 ทาง